รถ Supercar VS Hypercar ต่างกันอย่างไร

เชื่อว่าสำหรับผู้ที่ชื่นชอบและหลงใหลในรถยนต์แล้ว คงต้องเคยได้ยินชื่อของ Supercar (รถซุปเปอร์คาร์) และ Hypercar (ไฮเปอร์คาร์) มาบ้าง โดยนับว่า เป็นสุดยอดยนตกรรมที่มีสมรรถนะสูงยิ่งกว่ารถที่เราพบเห็นได้ตามท้องถนนโดยทั่วไป แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่า รถแบบไหนถึงจัดว่าเป็นรถซุปเปอร์คาร์ และรถซุปเปอร์คาร์นั้นแตกต่างจากไฮเปอร์คาร์อย่างไร ทำไมถึงใครๆ ถึงได้ยกไฮเปอร์คาร์ให้เหนือกว่ารถซุปเปอร์คาร์ในทุกๆ ด้าน
วันนี้ CARSOME จึงได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับรถซุปเปอร์คาร์และรถไฮเปอร์คาร์มาให้ทุกคนได้ลองศึกษากัน ซึ่งรถซุปเปอร์คาร์และรถไฮเปอร์คาร์จะเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ตัวอย่างของรถซุปเปอร์คาร์และไฮเปอร์คาร์มีอะไรบ้าง ไปอ่านกันได้เลย
ซื้อรถมือสอง กับ CARSOME การันตีคุณภาพรถยนต์ ผ่านการตรวจเช็กอย่างละเอียดถึง 175 จุดพร้อมปรับสภาพให้ได้มาตรฐาน รับประกันสูงสุด 2 ปีเต็ม ราคาโปร่งใส คุ้มค่า ซื้อไปแล้วไม่พอใจ การันตีคืนเงินภายใน 30 วัน

| Supercar VS Hypercar |
|---|
| รถซุปเปอร์คาร์คืออะไรรถซุปเปอร์คาร์คันแรกของโลกรถซุปเปอร์คาร์มียี่ห้ออะไรบ้างไฮเปอร์คาร์คืออะไรรถไฮเปอร์คาร์ที่น่าสนใจ |
Supercar คืออะไร

Supercar (รถซุปเปอร์คาร์) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Exotic car คือ รถสปอร์ตที่มีประสิทธิภาพสูง มาพร้อมขุมพลังที่เหนือชั้น สามารถใช้ได้ทั้งในการแข่งขันและวิ่งบนถนน โดยมีอัตราเร่ง 0-100 ต่ำกว่า 4 วินาที และความเร็วสูงสุดมากกว่า 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ตัวรถซุปเปอร์คาร์นั้นมีขุมพลังสูงสุดถึง 500 – 700 แรงม้า ทำให้เป็นรถยนต์ที่ขับสนุก แรง เร็ว เร้าใจ โดยส่วนมากจะมี 2 ที่นั่งและมาพร้อมรูปโฉมที่อลังการงานสร้างเรียกว่า ขับไปที่ไหนสาวเหลียวมองทุกราย
นอกจากรูปโฉมสุดแสนกระชากใจแล้ว ซูเปอร์คาร์ยังมักทำหน้าที่เป็นรถรุ่นเรือธงในกลุ่มรถสปอร์ตของผู้ผลิตรถยนต์ และมักจะมีเทคโนโลยีเสริมสมรรถนะด้านต่างๆ ที่ถ่ายทอดมาจากรถแข่งในสนามมอเตอร์สปอร์ต เช่น Ferrari 458 Italia, Lamborghini Aventador, McLaren 720S เป็นต้น
วิ่งเท่ๆ ได้แต่ไม่เหมาะกับชีวิตจริง

แต่ถึงแม้จะเป็นรถสมรรถนะเยี่ยมที่มาพร้อมเทคโนโลยีชั้นยอด ชาวไทยทั่วไปก็ยังไม่นิยมใช้รถซุปเปอร์คาร์ตามท้องถนนสักเท่าไหร่ หลักๆ ก็เพราะรูปทรงของตัวรถซุปเปอร์คาร์ยังเป็นทรงเตี้ยเพื่อประโยชน์ในการทำความเร็ว แต่ไม่สามารถเผชิญหลุมบ่อ คอสะพาน กับน้ำรอระบายในเมืองไทย รวมไปถึงช่วงล่างของรถที่ส่วนใหญ่มักจะทำออกมาให้แข็งมากกว่ารถทั่วไป เพื่อช่วยในการเกาะถนนและการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง แต่ผลที่ตามมาก็คือ ตัวรถจะกระโดดกระเด้งเมื่อเจอถนนที่ขรุขระเป็นหลุมบ่อ ซึ่งเป็นลักษณะปกติของถนนในเมืองไทย
นอกจากนั้น ภายในห้องโดยสารเองก็ไม่ได้ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันเท่าไรนัก อย่างเบาะนั่งก็จะเป็นสไตล์รถสปอร์ตที่จะโอบรับกับตัวผู้โดยสารจนทำให้รู้สึกอึดอัดได้ รวมไปถึงการใช้งานอื่นๆ อย่างการขนของขนาดใหญ่ซึ่งรถซุปเปอร์คาร์ก็แทบไม่มีที่ว่างให้ขนอะไรใหญ่ๆ เช่น กระเป๋าเดินทาง ในเวลาที่จำเป็นได้เลย ยังไม่นับรวมถึงราคาที่สูงจนชวนกระเป๋าฉีก แถมตามมาด้วยค่าใช้จ่ายสำหรับบำรุงรักษาและค่าประกันภัยที่สูงลิ่ว ด้วยเหตุนี้ รถซุปเปอร์คาร์จึงยังไม่เหมาะกับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน และยังคงได้รับความนิยมเฉพาะกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบการสะสมรถนั่นเอง
Classic Supercar คันแรกของโลก

ถึงแม้คำว่า “ซุปเปอร์คาร์” จะเริ่มได้รับการพูดถึงอย่างมากที่ในช่วงทศวรรษที่ 1970 – 1980 แต่นิยามของคำๆ นี้เองก็ไม่เคยได้รับการจำกัดความอย่างชัดเจน ซึ่งคำนิยามหนึ่งที่ได้รับความนิยมจนถึงช่วงปี 1990 ก็คือ เป็นรถยนต์ 2 ที่นั่งที่ติดตั้งเครื่องยนต์ไว้ตรงกลาง โดยเครื่องยนต์จะต้องมีกระบอกสูบอย่างน้อย 8 สูบ (แต่โดยทั่วไปจะใช้เครื่องยนต์ 12 กระบอกสูบ) กำลังสูงสุดมากกว่า 400 แรงม้า (298 กิโลวัตต์) และอัตราเร็วสูงสุดมากกว่า 180 ไมล์ต่อชั่วโมง (290 กม./ชม.)
รถที่ได้รับการอ้างอิงเป็นรถซุปเปอร์คาร์คันแรกของโลกอยู่เป็นประจำก็คือ Lamborghini Miura ที่ผลิตตั้งแต่ปี 1966 ถึง 1973 โดยเป็นรถสปอร์ตผลิตโดยผู้ผลิตรถยนต์อิตาลีอย่าง Lamborghini โดยเป็นรถรุ่นแรกที่มี 2 ที่นั่งและติดตั้งเครื่องยนต์ไว้ตรงกลาง เดิมที Miura นั้นขัดต่อความชื่อชอบของผู้ก่อตั้ง Lamborghini อย่าง Ferruccio Lamborghini ที่ชื่นชอบรถสไตล์ทัวร์ริ่งที่ดูสง่างามและทรงพลังมากกว่ารถสไตล์รถแข่งแบบรถของคู่แข่งจากประเทศเดียวกันอย่าง Ferrari อย่างไรก็ตาม รถคันนี้กลับได้รับการตอบรับอย่างดีจากการเปิดตัวต้นแบบในงาน Turin Auto Show ปี 1965 อีกทั้งยังกลายเป็นมาตรฐานของบรรดารถซุปเปอร์คาร์และรถสปอร์ตสมรรถนะสูงในปัจจุบันอีกด้วย
ตัวอย่างรถซุปเปอร์คาร์มียี่ห้ออะไรบ้าง
1. McLaren 765lt

ด้วยค่าตัวที่สูงถึงประมาณ 60 ล้านบาทจนขึ้นแท่น รถซุปเปอร์คาร์ที่แพงที่สุดในโลก ในปี 2020 กับ McLaren 765LT (แมคลาเรน 765 แอลที) มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ V8 Twin-Turbo กำลังสูงสุด 765 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 800 นิวตันเมตร 800 อัตราเร่ง 0 -100 กม. / ชม. ภายใน 2.8 วินาที พร้อมจุดเด่นโครงสร้างตัวถังใหม่ที่มีน้ำหนักเบา และเลือกใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์เป็นส่วนประกอบหลักในชิ้นส่วนต่างๆ เพื่อให้ได้น้ำหนักตัวถังที่เบาที่สุด
นอกจากนั้น McLaren 765LT ยังมาพร้อมระบบเกียร์รุ่นใหม่ที่ปรับความสมดุลสูงสุดต่อการตอบสนองของคันเร่งมาติดตั้ง ทำให้มีอัตราทดเกียร์เร็วขึ้นถึง 15% ซึ่งรถรุ่นนี้มีการผลิตขึ้นในปี 2020 เพียง 765 คันทั่วโลก และจำหน่ายในประเทศไทยเพียง 8 คันเท่านั้น
2. Lamborghini Huracan STO

เมื่อพูดถึงรถซุปเปอร์คาร์แล้ว จะไม่พูดถึงแบรนด์ที่เป็นต้นกำเนิดของคำๆ นี้ก็คงไม่ได้ กับแบรนด์กระทิงดุ Lamborghini โดยรุ่นหนึ่งที่ติดโผ 10 อันดับรถซุปเปอร์คาร์ที่แพงที่สุดของแบรนด์นี้ก็คือ Lamborghini Huracán STO (ลัมบอร์กีนี ฮูราคาน เอสทีโอ) ที่มีค่าตัวสูงถึง 29.9 ล้านบาท
รถคันนี้มาพร้อมการเปลี่ยนดีไซน์ภายนอกใหม่ เพื่อช่วยให้อากาศสามารถไหลผ่านตัวรถได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และการนำฝากระโปรงหน้า ซุ้มล้อ และกันชนหน้าของตัวรถมาดีไซน์ใหม่ให้เป็นชิ้นเดียวกัน ทำให้ Huracán STO มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเฉพาะตัว
Lamborghini Huracán STO มาพร้อมเครื่องยนต์ V10 แบบ NA 5.2 ลิตร กำลังสูงสุด 640 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 565 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 3.0 วินาที พร้อมโหมดการขับขี่ใหม่ 3 โหมด คือ STO สำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน, Trofeo สำหรับการขับขี่บนสนามแข่งในพื้นผิวที่แห้งและ Pioggia สำหรับพื้นผิวถนนที่เปียก
3. Porsche 911

Porsche เป็นอีกหนึ่งแบรนด์รถหรูที่หลายๆ คนนึกถึงเมื่อกล่าวถึงรถซุปเปอร์คาร์ โดยเฉพาะ Porsche 911 (ปอร์เช่ ไนน์ วัน วัน) ที่มีให้เลือกถึง 10 รุ่นย่อยพร้อมเรทราคาที่ค่อนข้างกว้างตั้งแต่ราคาเริ่มต้น 9.9 ล้านบาทไปจนถึงตัวทอปสเปคจัดเต็ม 22 ล้านบาท
ซึ่งเอกลักษณ์ของรุ่นนี้อยู่ที่ระบบช่วงล่างที่แน่น หนึบ โดยเป็นนวัตกรรมใหม่จาก Bilstein DTX Technology ที่ใช้โช้คอัพไฟฟ้า Porsche electronically controlled dampers ปรับการทำงานแบบอัตโนมัตินั่นเอง
เครื่องยนต์ของ Porsche 911 Carrera S เป็นรุ่นเริ่มต้นนั้นเป็นเครื่อง 6 สูบ Boxer ขนาด 3.0 ลิตร ระบบเทอร์โบคู่ Bi Turbo ทำกำลังสูงสุด 450 แรงม้า พร้อมส่งกำลังผ่านชุดเกียร์ Porsche PDK 8 สปีด ให้อัตราเร่ง 0-100 ก.ม./ช.ม. ภายใน 3.5 วินาที
อย่างไรก็ตาม ยี่ห้อรถซุปเปอร์คาร์ทั้งหมด ไม่ได้มีแค่นี้ เพราะนอกจากรุ่นรถทั้งสามที่กล่าวมาแล้ว ก็ยังมีรถซุปเปอร์คาร์ที่เราสามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามที่จอดรถซุปเปอร์คาร์ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ดังต่อไปนี้
- Audi รุ่น R8, RS4, RS5, RS6 และ RS7
- BMW รุ่น 1M, M2, M3, M4, M5, M6, i8, X5M และ X6M
- Mercedes-Benz รุ่น SL, SLR, SLS, S63, S65, CL, CLS, E63, C63 และ Mercedes-Maybach
- Nissan รุ่น GTR
- Ford รุ่น GT
- Honda รุ่น NSX
- Chevrolet รุ่น Camero และ Corvelte

Hypercar : เหนือกว่า Supercar ไปอี๊ก?

ถึงแม้ว่า Hypercar (ไฮเปอร์คาร์) จะยังเป็นคำศัพท์ใหม่ที่ยังไม่มีนิยามที่ตายตัว แต่ถ้าหากจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ แล้ว รถไฮเปอร์คาร์ ก็คือ ซูเปอร์คาร์ชั้นยอดที่ผลิตในจำนวนจำกัด โดยมีราคาประมาณหรือมากกว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐนั่นเอง และด้วยความตัวทอป
แน่นอนว่า สมรรถนะของตัวรถไฮเปอร์คาร์นั้นจะสูงและเหนือชั้นกว่าบรรดาซุปเปอร์คาร์รุ่นย่อยอื่นๆ ที่อยู่ในไลน์ผลิตอย่างชัดเจน แถมบางรุ่นยังถูกสร้างให้เป็นรถที่ที่ถูกสร้างและออกแบบมาเพื่อใช้ในสนามแข่งโดยเฉพาะ หรือไม่ก็ถูกยกให้เป็นรถที่เร็วและแรงที่สุดที่บริษัทผลิตขึ้นมาในปีนั้นๆ อีกด้วย คล้ายๆ เด็กนักเรียนที่เรียนเก่งที่สุดในห้องคิงของโรงเรียนนั่นเอง ซึ่งนอกจากตัวสมรรถนะที่โดดเด่นของรถแล้ว ซุปเปอร์คาร์และไฮเปอร์คาร์ยังสามารถแยกความแตกต่างในระดับปลีกย่อยได้ดังนี้

ความแตกต่างระหว่าง Supercar กับ Hypercar
| ข้อเปรียบเทียบ | ซุปเปอร์คาร์ | ไฮเปอร์คาร์ |
| ราคา | ประมาณ 10,000 ถึง 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3 ล้านกว่าบาท) | 500,000 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป (ประมาณ 18 ล้านบาท) |
| จำนวน | ผลิตออกมาตามแผนการผลิตปกติ | ผลิตออกมาในจำนวนที่จำกัดมากๆ เป็นรถหายากที่น้อยคนจะได้ครอบครอง |
| ความเร็ว | มากกว่า 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง | มากกว่า 386 กิโลเมตร/ชั่วโมง |
| เครื่องยนต์ | เครื่องยนต์สมรรถนะสูง | เครื่องยนต์ไฮบริดเพื่อเพิ่มความเร็วและความแรงของตัวรถ |
